LIFE by Dr. Pat

เตรียมตัวมีลูกสำหรับผู้หญิง

สิบห้าเรื่องที่ฝ่ายหญิงควรรู้ ตั้งแต่อายุกับจำนวนไข่ ไปจนถึงอาหารเสริมและการฟื้นฟูรังไข่

← กลับไปหน้าบทความ

การมีลูกไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว แต่เรื่องที่ฝ่ายหญิงควรรู้ก่อนเริ่มตั้งครรภ์นั้นมีอยู่หลายเรื่องจริง ๆ หน้านี้หมอรวมบทความเรื่องการเตรียมตัวมีลูกในฝ่ายหญิงเอาไว้ด้วยกันทั้งหมด 15 เรื่อง อ่านเรียงกันทั้งหมด หรือกดเข้าไปอ่านเฉพาะเรื่องที่ตรงกับคุณก็ได้ค่ะ

  • อายุกับการเจริญพันธุ์
  • อาหารเสริม Śakti
  • พรีไบโอติก
  • การฟื้นฟูรังไข่
  • การตรวจท่อนำไข่
  • รอบระดูปกติ
  • การนับวันไข่ตก
  • ผลฮอร์โมนครั้งแรก
  • PRP
  • DHEA
  • อาหารและน้ำหนัก
  • โปรไบโอติก
  • NAC
  • โบรมีเลน
  • CoQ10 กับคุณภาพไข่

อายุกับการเจริญพันธุ์สตรี

หมอเคยสำรวจคนที่เดินไปเดินมาแถวชุมชนสวนอ้อย หน้าโรงพยาบาลวชิระ ว่ามีสักกี่คนที่รู้ว่าภาวะการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงลดลงตามอายุ ปรากฏว่ามีเพียง 20% เท่านั้นที่พอจะระแคะระคาย ที่เหลืองง ๆ บางคนคิดว่าผู้หญิงท้องได้ตลอดอายุขัยเลยนะเธอ

จำนวนไข่ในผู้หญิงจะสูงสุดตอนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ขณะที่เรายังอยู่ในท้องแม่ (ประมาณ 2 ล้านฟอง) หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อย ๆ พอถึงวันที่มีประจำเดือนครั้งแรกจะเหลือเซลล์ไข่ประมาณ 2-4 แสนฟอง หลังจากนั้นจะมีไข่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำงานตลอดเวลาครั้งละหลายฟอง แต่ในแต่ละรอบเดือนจะเหลือเพียง 1 ใบที่สุกและตกออกมาเพื่อรอการปฏิสนธิ

นอกจากจำนวนไข่ที่ลดลงแล้ว อายุที่มากขึ้นยังทำให้ไข่สัมผัสกับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม และอนุมูลอิสระต่าง ๆ มานาน ทำให้โครโมโซมเสียหาย และ mitochondria (ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานสร้างพลังงานของเซลล์ไข่) ทำงานผิดปกติ ผลก็คือไข่มีโครโมโซมผิดปกติมากขึ้น ตัวอ่อนแบ่งตัวได้ไม่ดีเพราะพลังงานไม่พอ อัตราการตั้งครรภ์จึงลดลงและอัตราการแท้งเพิ่มขึ้นในคนที่อายุมากขึ้น

‘การเปลี่ยนแปลงของระบบสืบพันธุ์จากอายุนี้โดยเฉลี่ยจะเริ่มประมาณอายุ 32 ปี และเริ่มเห็นผลชัดเจนหลังจากอายุ 37 ปี โดยพบว่าหลังอายุ 45 ปีแล้วโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้นั้นน้อยมาก’ และไม่ใช่แค่รังไข่ — มดลูกเองก็เปลี่ยนไปตามอายุด้วย ทั้งกล้ามเนื้อที่บีบตัวไม่ประสานกัน ผนังมดลูกที่รับตัวอ่อนได้ไม่ดีเหมือนเดิม และการอักเสบเรื้อรังในโพรงมดลูกที่มากขึ้น

พออายุเริ่มเข้าใกล้สี่สิบ จำนวนไข่ลดลงมากและระดับฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยน ซึ่งกระทบสุขภาพด้านอื่นไปด้วย ได้แก่

  • การเผาผลาญลดลง ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก โดยเฉลี่ยพบว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นปีละ 0.5 กิโลกรัมแม้ว่าจะกินเท่าเดิม
  • ไขมันในร่างกายกระจายตัวไม่เหมือนเดิม ไปสะสมในช่องท้องมากขึ้น ทำให้อ้วนลงพุง (abdominal obesity)
  • เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ไขมันและคอเลสเตอรอลผิดปกติ ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
  • ระยะยาวกระดูกจะบางลงไปจนถึงกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งทำให้ส่วนสูงลดลง หลังค่อม และอาจเกิดกระดูกหักแม้จะกระแทกไม่รุนแรง
  • พอฮอร์โมนลดลงถึงระดับหนึ่งก็อาจมีอาการวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก นอนไม่หลับ ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง ถ้าอาการรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวันก็ควรได้รับการรักษานะจ้ะ

เราหยุดอายุไม่ให้เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่ก็ยังมีทางทำอะไรได้บ้าง ผู้ที่มีความเสี่ยงที่ไข่จะหมดก่อนวัย เช่น Turner syndrome, Fragile X premutation, ผู้ที่ต้องได้รับเคมีบำบัด ผ่าตัดที่รังไข่ หรือรังสีรักษาบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจพิจารณาการรักษาภาวะการเจริญพันธุ์ (fertility preservation) ไม่ว่าจะเป็นการแช่แข็งเซลล์ไข่ แช่แข็งตัวอ่อน หรือแช่แข็งเนื้อเยื่อรังไข่ ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะมีลูกตอนนี้แต่คิดว่าอนาคตจะมี การแช่แข็งไข่ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ใช้ชีวิตให้ healthy เลี่ยงสุรา บุหรี่ สารเสพติด และที่หมอบอกตรง ๆ เลยคือ อาหารเสริมหรือการรักษาใด ๆ ไม่มีอะไรเอาชนะอายุคุณได้

อ่านฉบับเต็ม: อายุกับการเจริญพันธุ์สตรี

Śakti อาหารเสริมสำหรับผู้หญิงที่พยายามมีบุตร

คนไข้ชอบมาถามหมอว่าอาหารเสริมอะไรกินแล้วดีสำหรับผู้มีบุตรยาก ในท้องตลาดมีมากมายหลายยี่ห้อ ตั้งแต่ที่เป็นอาหารเสริมสายหลัก ไปจนถึงอาหารเสริมกึ่งความเชื่อและ pseudoscience หมอจึงคิดสูตร Śakti ขึ้นมาเองเพื่อให้คนไข้กินแค่วันละครั้งเดียวแล้วได้สารอาหารครบ (1 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหาร) โดยพัฒนาสูตรจากงานวิจัยต่าง ๆ ไปดูโรงงานที่ผลิตได้มาตรฐาน GMP ขึ้นทะเบียนสูตรกับองค์การอาหารและยาเรียบร้อย เลือกบรรจุภัณฑ์เอง ออกแบบฉลากเอง ทุกขั้นตอนก็เพื่อให้คนไข้มั่นใจว่าได้ประโยชน์เต็มร้อย ปลอดภัย ราคาไม่แพง

ในบทความหมอเอางานวิจัยมากางให้ดูทีละตัวว่าสารอาหารแต่ละตัวที่เลือกมามีประโยชน์อะไรบ้าง

  • Coenzyme Q10 — สารต้านอนุมูลอิสระชนิดละลายในไขมัน ช่วยป้องกันการเกิด oxidation ของ DNA และช่วยให้เซลล์สร้างพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังใช้ไป 8-12 สัปดาห์พบว่าเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เพิ่มจำนวนไข่สุก เพิ่มอัตราการปฏิสนธิและเพิ่มตัวอ่อนคุณภาพดี ทั้งในผู้ที่มีไข่น้อยและผู้ที่เป็น PCOS
  • Vitamin C — สารต้านอนุมูลอิสระชนิดละลายน้ำ พบว่าผู้ที่ได้รับ vitamin C ในรอบที่ทำเด็กหลอดแก้วมีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • Vitamin D — วิตามินที่ละลายในไขมัน มีส่วนช่วยการทำงานของกระดูกและกล้ามเนื้อ และยังมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง พบว่าผู้ที่มีระดับ vitamin D ในเลือดต่ำจะมีโอกาสตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้วต่ำกว่าผู้ที่มีระดับปกติ
  • Folic acid — วิตามินในกลุ่ม vitamin B ซึ่งช่วยป้องกันความผิดปกติแต่กำเนิดของลูกในครรภ์กลุ่ม neural tube defect แม้ว่างานวิจัยในคนที่ทำเด็กหลอดแก้วจะพบว่าระดับ folic acid ในเลือดไม่สัมพันธ์กับอัตราการตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็ควรรับประทานเพื่อป้องกันความพิการในลูก
  • Vitamin B3 (Niacinamide) — มีงานวิจัยพบว่าสามารถชะลอการตายของเซลล์ไข่และฟื้นฟูภาวะเข้าวัยทองไวได้
  • Zinc — แร่ธาตุที่สำคัญทั้งต่อการแบ่งเซลล์ไข่ที่ปกติ การปฏิสนธิ (ตอนปฏิสนธิจะมีการเกิดประกายของ zinc ที่เรียกว่า zinc spark) การแบ่งเซลล์ตัวอ่อนที่ปกติ ไปจนถึงการฝังตัวของตัวอ่อน
  • Vitamin E — มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ มีงานวิจัยพบว่าการได้รับ vitamin E ทำให้คุณภาพไข่และตัวอ่อนดีขึ้น แบ่งตัวสวย ไม่มีเศษเซลล์เยอะ และในรอบเตรียมผนังมดลูกพบว่าผู้ที่ได้รับ vitamin E จะมีผนังมดลูกหนากว่าผู้ที่ไม่ได้รับ

อ่านฉบับเต็ม: Śakti Comprehensive Supplement for Women

Prebiotics กับภาวะเจริญพันธุ์สตรี

Prebiotics คือสารที่ร่างกายมนุษย์ย่อยหรือดูดซึมในระบบทางเดินอาหารไม่ได้ จึงเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ได้ในรูปที่ไม่เปลี่ยนแปลง และกลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของโพรไบโอติกส์ (probiotics) ซึ่งเป็นแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ในลำไส้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จัดเป็นอาหารในกลุ่ม functional food พบได้ในผัก ผลไม้และเมล็ดธัญพืชบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วแดง รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย และแอปเปิล

ส่วน probiotics คือกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วจะช่วยเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากพบในทางเดินอาหาร ลำไส้ และช่องคลอดแล้ว ยังพบได้ในอาหารบางชนิด เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ แตงกวาดอง มิโสะ และชาหมัก เมื่อพรีไบโอติกและโปรไบโอติกทำงานร่วมกัน เราเรียกว่า ซินไบโอติก (synbiotics)

แล้วเกี่ยวอะไรกับการมีลูก? มีการศึกษาพบว่าการได้รับพรีไบโอติกและโปรไบโอติกจะช่วยลดการอักเสบ ทำให้มีไข่ตกเป็นปกติได้ เนื่องจาก

  • ทำให้การทำงานของ granulosa cells เป็นปกติ และลดการอักเสบ
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโตของถุงไข่และเซลล์ไข่
  • ทำให้ระบบฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติ

เรียกว่าทำให้สุขภาพดีจากภายใน การเจริญพันธุ์ก็จะดีไปด้วยครับ

อ่านฉบับเต็ม: Prebiotics กับภาวะเจริญพันธุ์สตรี

การฟื้นฟูรังไข่สำหรับผู้ที่มีไข่น้อยหรือรังไข่เสื่อมก่อนวัย

เรื่องนี้สำหรับคนไข้ที่มีไข่น้อย (DOR; diminished ovarian reserve) หรือรังไข่เสื่อมก่อนวัยอันควร (POI; premature ovarian insufficiency) โดยเฉพาะ บทความปริทัศน์ใน Reproductive BioMedicine Online ได้รวบรวมวิธีการรักษาเพื่อฟื้นฟูรังไข่ในผู้ป่วยสองกลุ่มนี้ที่มีประสิทธิภาพไว้ 3 ชนิด (ส่วนอาหารเสริมไม่ต้องมาถามนะครับ ถ้าเลยมาถึงจุดที่กระตุ้นแล้วได้ 1-2 ใบหรือไม่มีไข่เลยนี่ เรียกว่าเลยจุดที่อาหารเสริมจะช่วยไปมากแล้ว)

1. In vitro activation (IVA)

เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องเอาเนื้อเยื่อรังไข่ออกมานอกร่างกาย เพื่อปลุกถุงไข่ที่ยังไม่ตื่น (primordial follicle) ให้ตื่นขึ้นมาทำงาน ไม่ว่าจะด้วยการตัดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือการใช้ยาหรือสารบางชนิดเลี้ยงไปกับเนื้อเยื่อ (เช่น PTEN inhibitor) จากนั้นก็ต้องผ่าตัดผ่านกล้องอีกครั้งเพื่อเอาเนื้อเยื่อกลับไปปลูกถ่ายที่รังไข่ มีการทำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และได้ผลค่อนข้างน่าพอใจ แต่ข้อเสียคือต้องผ่าตัดผ่านกล้องเข้าช่องท้องถึง 2 ครั้ง และยังไม่ทราบผลกระทบระยะยาวของยาที่ใช้เลี้ยงเนื้อเยื่อ ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและต่อทารกที่เกิดมา วิธีนี้จึงยังไม่เป็นที่นิยมนัก

2. Stem cells infusion

คือการใช้สเตมเซลล์เข้าไปฟื้นฟูถุงไข่ สเตมเซลล์อาจได้มาจากการเจาะไขกระดูกของผู้ป่วยเอง (BMDSC) จากการกรองจากเลือดหลังได้รับยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (HSC) หรือได้มาจากเลือดสายสะดือทารกแรกคลอด (UCMSC) วิธีนำไปใช้อาจฉีดผ่านเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงรังไข่ หรือฉีดเข้าเนื้อรังไข่โดยตรง มีการศึกษามากมายที่พบว่าทำให้มีโอกาสมีไข่เพิ่มขึ้น ระดับฮอร์โมนดีขึ้น และอาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ ข้อเสียคือเซลล์บริจาคต้องผ่านการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการคุณภาพสูงและทดสอบอย่างละเอียดก่อนถึงมือคนไข้ ราคาจึงค่อนข้างสูง (หลายหมื่นบาทต่อการรักษาหนึ่งครั้ง) และผลการรักษาอาจต้องรอถึง 3-4 เดือน

3. Platelet-rich plasma (PRP)

คือการเอาเลือดของผู้ป่วยเองมาสกัดแยกเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง กระตุ้นให้เกล็ดเลือดทำงาน แล้วฉีดกลับไปที่รังไข่ พบว่าวิธีนี้ทำให้คนไข้มีจำนวนไข่ตั้งต้นเพิ่มขึ้น ได้ไข่จากการกระตุ้นสูงขึ้น โอกาสท้องสูงขึ้น และยังพบว่ามีตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติเพิ่มขึ้น ระยะเวลาที่เห็นผลขึ้นกับว่าเป็น DOR หรือ POI ถ้าไข่น้อย (DOR) อาจเห็นผลตั้งแต่ 1-3 เดือนหลังรักษา ส่วนคนที่รังไข่เสื่อมแทบไม่มีไข่แล้ว (POI) อาจต้องใช้เวลาถึง 3-5 เดือน เพราะ PRP ต้องไปปลุกกันตั้งแต่ระดับถุงไข่ที่ยังหลับอยู่ ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่าจะเจริญถึงระยะที่อัลตราซาวนด์แล้วมองเห็น (antral stage) หมอว่า ณ ตอนนี้ PRP ดูเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด

จะเห็นว่าในคนไข้ที่เป็น DOR หรือ POI การทำให้รังไข่ฟื้นขึ้นมานั้นยากลำบากจริง ๆ ดังนั้นใครที่เข้าข่ายมีบุตรยากก็รีบ ๆ มารักษาเถอะครับ ก่อนที่เวลาจะทำร้ายเราไปมากกว่านี้

อ่านฉบับเต็ม: Ovarian Rejuvenation การฟื้นฟูรังไข่สำหรับผู้ที่มีไข่น้อยหรือรังไข่เสื่อมก่อนวัย

การตรวจการทำงานของท่อนำไข่ (tubal patency test)

ท่อนำไข่ (fallopian tubes) เป็นอวัยวะที่ต่อจากมดลูกโดยตรง แบ่งเป็นข้างซ้ายและขวา มีบทบาทต่อการมีลูกหลายอย่าง ทั้งการรับเซลล์ไข่จากรังไข่ การเดินทางของอสุจิเข้ามาหาไข่ เป็นจุดปฏิสนธิ รองรับการเจริญของตัวอ่อน 4-5 วันแรกหลังไข่ตก แล้วย้ายตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกเพื่อฝังตัวต่อไป หรืออาจกล่าวได้ว่าท่อนำไข่ก็เหมือนตู้อบเลี้ยงตัวอ่อนที่เราใช้ในห้องแล็บทำเด็กหลอดแก้วนั่นเอง

การทำงานผิดปกติของท่อนำไข่ ไม่ว่าจะเป็นท่อนำไข่ตัน (nonpatent tubes) ท่อนำไข่บวมน้ำ (hydrosalpinges) หรือมีการอักเสบ ทำให้กลไกการตั้งครรภ์ตั้งต้นเกิดไม่ได้ เกิดเป็นภาวะมีบุตรยากจากท่อนำไข่ (tubal factor infertility) ซึ่งพบได้บ่อยถึงร้อยละ 15-30 ของผู้มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเลือกวิธีรักษาด้วย เพราะความผิดปกติของท่อนำไข่ถือเป็นข้อบ่งห้ามในการฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI) เนื่องจากไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมให้อสุจิเข้าปฏิสนธิกับไข่ได้ ผู้ที่มีความผิดปกติของท่อนำไข่จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF, ICSI) เท่านั้น

การประเมินท่อนำไข่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีรายงานการตรวจด้วยวิธี hysterosalpingography (HSG) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895 หลังจากนั้นก็มีวิธีใหม่ ๆ ตามมาอีกหลายวิธี บางวิธีหายไปแล้ว บางวิธีก็ยังอยู่ ปัจจุบันวิธีที่ใช้บ่อยได้แก่

  • การฉีดสีเอกซเรย์ท่อนำไข่ (hysterosalpingography; HSG)
  • การประเมินด้วยเทคนิคอัลตราซาวนด์ hysterosalpingo-contrast sonography (HyCoSy)
  • Hysterosalpingo-foam sonography (HyFoSy)
  • การประเมินท่อนำไข่ด้วย MRI (MR HSG) และด้วย virtual CT (CT HSG)
  • การประเมินด้วยกล้องส่องช่องท้องและฉีดสีทางปากมดลูก (laparoscopic chromopertubation)

HSG เป็นวิธีแรกที่มีรายงาน ใช้รังสีเอกซเรย์ขนาดต่ำร่วมกับการฉีดสารทึบรังสีผ่านปากมดลูก ทำให้ประเมินรูปร่างโพรงมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้างได้จากการกระจายของสารทึบรังสี สารทึบรังสีมี 2 ประเภท คือชนิดละลายน้ำ (WSCM) และชนิดละลายในน้ำมัน (OSCM) โดยพบว่าการใช้ OSCM อาจมีผลทางการรักษาได้ด้วยในกรณีที่มีมูกอุดตันที่ท่อนำไข่ ข้อเสียของ HSG คือความเจ็บปวดและความไม่สบายระหว่างตรวจ การได้รับรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน และความแม่นยำที่น้อย โดยเฉพาะการตันของท่อนำไข่ส่วนต้น (proximal tubal occlusion) ซึ่งพบว่า HSG แม่นยำเพียงร้อยละ 40

Laparoscopic chromopertubation คือการส่องกล้องช่องท้องและฉีดสีผ่านทางปากมดลูก นับเป็นวิธีมาตรฐาน (gold standard) มีความแม่นยำสูง แต่ถือเป็นการตรวจที่รุกล้ำ เพราะต้องให้ยาสลบทั่วไป ใส่ท่อช่วยหายใจ และต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จึงทำเฉพาะกรณีที่ต้องผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อการอื่นอยู่แล้ว

HyCoSy เป็นการตรวจโดยใช้อัลตราซาวนด์และฉีดน้ำเกลือที่มีฟองอากาศเล็ก ๆ เข้าไปในโพรงมดลูก จะเห็นน้ำเกลือที่มีฟองอากาศสีขาวออกจากปลายท่อนำไข่ (fimbriae) และเห็นน้ำเกลืออยู่รอบ ๆ รังไข่ข้างที่ปกติ (ovarian rim sign) ข้อดีคือเจ็บน้อยมาก ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาล และทำได้ในคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากเกือบทุกที่เพราะต้องมีอัลตราซาวนด์อยู่แล้ว ถ้าใช้อัลตราซาวนด์สามมิติ (3D-TVUS) เพิ่มเติมก็จะแสดงภาพ contrast ออกจากท่อนำไข่ทั้งสองข้างพร้อมกันได้เช่นเดียวกับ HSG ส่วน HyFoSy ต่างกันตรงที่ใช้สารลักษณะเนื้อโฟมซึ่งมีฟองอากาศแทรกมากกว่าน้ำเกลือ ทำให้เห็นเป็นสีขาวเข้มกว่าและชัดเจนกว่า ทั้งสองวิธีนี้มีความแม่นยำสูงมาก ใกล้เคียงกับ laparoscopic chromopertubation ส่วน MR HSG และ CT HSG หมอคิดว่ายุ่งยากมาก เครื่องตรวจมีจำกัด และค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่คุ้มค่าที่จะส่งตรวจ

สรุปคือ จะเลือกวิธีใดในการประเมินการทำงานของท่อนำไข่ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญของสถาบันที่ตรวจ และภาวะของคนไข้

อ่านฉบับเต็ม: การตรวจการทำงานของท่อนำไข่ (tubal patency test)

รอบระดูอย่างไรจึงเรียกว่าปกติ?

รู้หรือไม่ว่ารอบเดือนของผู้หญิงนั้น ในแต่ละรอบมีอยู่อีกสองรอบซ้อนกันอยู่ ได้แก่ รอบระดู (menstrual cycle) ซึ่งเป็นรอบของเยื่อบุโพรงมดลูกที่มีการสร้างและเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน และ รอบตกไข่ (ovulatory cycle) ที่มีการสร้างไข่และฮอร์โมนเพศซึ่งจะส่งไปพูดคุยกับต่อมใต้สมองและสมองส่วน hypothalamus รวมทั้งพูดคุยกับมดลูกและระบบสืบพันธุ์สตรีส่วนอื่น ๆ

สำหรับรอบเดือนปกติก็จะมีลักษณะอยู่ 4 อย่าง ได้แก่

  • ระยะห่าง (interval) — ปกติวันแรกของรอบเดือนหนึ่ง (วันแรกที่มีประจำเดือน) ไปถึงวันแรกของอีกรอบเดือนหนึ่ง จะห่างกันประมาณ 21-35 วัน
  • ระยะเวลา (duration) — ที่มีเลือดออก ประมาณ 3-7 วัน
  • ปริมาณ (amount) — ประจำเดือนรอบหนึ่งจะเสียเลือดประมาณ 80 มิลลิลิตร หรือประมาณ 6 ช้อนโต๊ะ (ใครจะไปนั่งตวง) หรือวันที่มามากจะใช้ผ้าอนามัยประมาณ 4-5 แผ่น
  • ความสม่ำเสมอ (regularity) — หมายถึงถ้าประจำเดือนใครมาทุก 21 วัน ก็ควรห่างเท่า ๆ กันทุกเดือน ไม่ใช่เดือนนี้ 21 วัน ถัดไปอีกสองเดือนถึงมาที เดือนถัดมาเป็น 30 วัน อย่างนี้ไม่สม่ำเสมอ

ความผิดปกติที่เกี่ยวกับประจำเดือนมีมากมายหลายอย่างครับ มีปัญหาอะไรก็ลองปรึกษาสูตินรีแพทย์ดูนะจ้ะ

อ่านฉบับเต็ม: รอบระดูอย่างไรปกติ?

นับวันไข่ตกอย่างไร

มีงานวิจัยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 พบว่า ถ้ามีอะไรกันแค่ 1 ครั้งในรอบเดือน โอกาสท้องสูงสุดคือ 2 วันก่อนไข่ตก 1 วันก่อนไข่ตก และวันที่ไข่ตก หลังจากไข่ตกไปแล้ววันถัดไปโอกาสจะเป็นศูนย์เลยจ้า เพราะอะไร? ความจริงทางวิทยาศาสตร์คือ อสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในโพรงมดลูกและท่อนำไข่ได้ถึง 3-5 วัน ในขณะที่เซลล์ไข่เมื่อตกแล้วมีชีวิตอยู่ได้เพียง 12-24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าไม่มีอสุจิมาปฏิสนธิ นางก็จะฝ่อ เหี่ยว สลายลาโลกไป เริ่มนับหนึ่งใหม่รอบหน้า

ทีนี้เราตรวจไข่ตกกันยังไงบ้าง? เชื่อว่าชาวมีบุตรยากต้องเคยนับวันไข่ตกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น

  • กาปฏิทิน (ตั้งโต๊ะ แขวนผนัง ฯลฯ)
  • วัดอุณหภูมิร่างกาย (ตื่นเช้ามาห้ามลุกไปไหน วัดก่อน แล้วก็จดทุกวัน)
  • ดูมูกไข่ตก (ใส ๆ เหนียว ๆ ก็จัดเลย)
  • ตรวจปัสสาวะดูฮอร์โมน LH (สารพัดยี่ห้อ ตั้งแต่อันละห้าบาทสิบบาท ไปจนถึงเครื่องแพง ๆ ที่อาจ link ไปกับ app ได้)
  • ป้ายน้ำลายส่องกล้องดูผลึกรูปใบเฟิร์น (เจอเฟิร์นก็ฟัดโลด)
  • แอปในมือถือต่าง ๆ ทั้ง App Store และ Play Store ซึ่งมีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน

คนไข้หมอทุกคนต้องเคยได้ยินหมอแนะนำว่าให้พยายามหันความสนใจไปโฟกัสกับเรื่องอื่น ห้ามนอนอยู่บ้านเฉย ๆ หลังย้ายตัวอ่อน เพราะความเครียดเป็นสาเหตุใหญ่มาก ๆ ที่ทำให้ไม่ท้อง และการนับวันไข่ตกก็เช่นกัน — มันเครียด

มีหลายการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการมีอะไรกันชิว ๆ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง กับการนับวันไข่ตกแล้วไปจัดหนักกันช่วงสัปดาห์ไข่ตก ผลปรากฏว่ามีอะไรกันชิว ๆ โอกาสท้องเยอะกว่านะจ้ะ ตัวเลขจากการศึกษาเป็นแบบนี้

  • จัดทุกวันตลอดทั้งรอบเดือน — โอกาสท้อง 75% ใน 3 เดือน
  • จัดวันเว้นวันตลอดทั้งรอบเดือน — โอกาสท้อง 66% ใน 3 เดือน
  • จัดชิว ๆ สองสามครั้งต่อสัปดาห์ — โอกาสท้อง 60% ใน 3 เดือน
  • มัวแต่นับวันไข่ตก — โอกาสหล่นลงไปเหลือ 30-40% ใน 3 เดือนเอง

ดังนั้น อย่ามัวไปนั่งนับเลยวันไข่ตก ถ้ารอบเดือนของคุณมาปกติ (24-35 วันนะ ไม่ใช่มาปกติทุกสามเดือน) อยากจัดวันไหนก็จัด เรื่อย ๆ สม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง นั่นแหละโอกาสจะเยอะสุด รักกันสม่ำเสมอสิดีสุด

อ่านฉบับเต็ม: นับวันไข่ตกอย่างไร

เจาะฮอร์โมนการตั้งครรภ์ครั้งแรกหลังย้ายตัวอ่อนบอกอะไรเราบ้าง?

ช่วงนี้มีคนไข้มาปรึกษาบ่อยหลังจากไปเจาะฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (human chorionic gonadotropin; hCG) บางคนก็คิดไปเองว่าค่ามันน้อยไป บางครั้งก็เป็นบุคลากรทางการแพทย์เองที่แจ้งคนไข้ว่าระดับฮอร์โมนที่ได้นั้นดูน้อยเกินไป ทำให้เกิดความวิตกกังวลทั้งตัวคนไข้และญาติ

อยากบอกให้ทุกคนใจเย็นก่อน ในบทความหมออธิบายเรื่องนี้ให้ฟังด้วยภาพว่าค่าที่เจาะได้ครั้งแรกนั้นบอกและไม่บอกอะไรเราบ้าง ลองเข้าไปดูกันนะครับ

อ่านฉบับเต็ม: เจาะฮอร์โมนการตั้งครรภ์ 1 ครั้งบอกอะไรเราบ้าง?

ไข่น้อย ไข่คุณภาพไม่ดี ทำไงดี — และ PRP ความหวังใหม่ของผู้มีบุตรยาก?

จำนวนไข่น้อย ไข่คุณภาพไม่ดี ตัวอ่อนไม่สวย ตัวอ่อนจำนวนน้อย ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติ ย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ท้อง — ปัญหาเหล่านี้อาจมีสาเหตุจากทั้งอายุที่ทำร้ายเราไม่ใช่เล่น จากยากระตุ้นไข่ที่ยังไม่เหมาะสม หรือจากการเก็บไข่และการดูแลในห้องปฏิบัติการ การรักษาก็ต้องแก้ที่จุดที่เราพบก่อน แล้วจึงมีการรักษาเสริมตามมา ซึ่งหลัก ๆ มีอยู่สามตัว

DHEA

DHEA เป็นฮอร์โมนเพศชายอ่อน ๆ ที่ปกติสร้างจากต่อมหมวกไต ในต่างประเทศมีขายทั่วไปตามชั้นอาหารเสริม โดยขนาดในผู้หญิงคือวันละ 25 มิลลิกรัมเท่านั้น DHEA ขนาดน้อย ๆ จะไปกระตุ้นให้ถุงไข่ตั้งต้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ ในงานวิจัยพบว่าทำให้จำนวนไข่ที่กระตุ้นได้เพิ่มขึ้น 1-2 ใบ (อย่าดูถูกไข่ใบเดียวนะ มีการศึกษาพบว่าไข่ที่เพิ่มขึ้นแต่ละใบอาจเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้ได้ถึง 5%) แต่ข้อเสียคือต้องใช้เวลา 2-3 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล และที่สำคัญคือแม้กระทั่งขนาด 25 มิลลิกรัมในคนไทยก็อาจจะมากเกินไป เพราะ DHEA และฮอร์โมนเพศชายขนาดสูง แทนที่จะทำให้ได้ไข่ดี ๆ กลับไปกระตุ้นการตายของเซลล์ไข่แทน

Growth hormone (GH)

เป็นฮอร์โมนที่ปกติสร้างจากต่อมใต้สมอง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เรานอน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และจะสร้างน้อยลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น จึงมีคนเอา growth hormone มาใช้เพื่อเพิ่มจำนวนไข่ ซึ่งก็ได้ผลเล็กน้อย เพิ่มจำนวนไข่ได้ 1-2 ฟอง แต่ข้อเสียหลัก ๆ คือต้องฉีดยาทุกวันเป็นเดือน ราคาแพง (หลักหลายหมื่นถึงแสนต้น ๆ) และผู้สั่งยาต้องเป็นกุมารแพทย์สาขาต่อมไร้ท่อเท่านั้น สาขาอื่นสั่งยาให้ไม่ได้จ้า

Platelet-rich plasma (PRP)

PRP ได้มาจากเลือดของเราเองที่เจาะออกมาแล้วนำไปปั่นในห้องแล็บเพื่อให้ได้เกล็ดเลือดเข้มข้น (ความเข้มข้น 2-3 เท่าของเกล็ดเลือดในเลือด) แล้วฉีดกลับเข้าไปในรังไข่ เกล็ดเลือดเป็นกลไกแรกของร่างกายที่ทำงานเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ เมื่อถูกกระตุ้นจะสร้างสารต่าง ๆ ออกมา โดยเฉพาะ platelet-derived growth factor (PDGF) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย้อนวัยเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการใช้ PRP รักษาโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมตามอายุมาหลายสิบปีแล้ว เช่น ข้อเข่าเสื่อมก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนเข่า ผมร่วง แม้กระทั่งฉีดให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ รังไข่ที่เสื่อมลงก็เกิดจากอายุเช่นเดียวกัน PRP จึงอาจทำให้รังไข่ย้อนวัยลงไปได้

จากงานวิจัยพบว่า การฉีด PRP เข้าไปในรังไข่อาจทำให้จำนวนไข่ตั้งต้นเพิ่มขึ้น เพิ่มระดับฮอร์โมน AMH ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สะท้อนถึงจำนวนไข่ที่มีอยู่ เพิ่มจำนวนไข่ที่เก็บได้ รวมไปถึงคุณภาพตัวอ่อนที่ดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะทำให้โอกาสการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น มีการศึกษาทั้งในคนไข้ที่เคยกระตุ้นไข่แล้วได้ไข่น้อย และคนไข้ที่รังไข่เสื่อมก่อนวัย แม้ว่าจำนวนคนไข้จะไม่มากแต่การศึกษาทั้งหมดไปในแนวทางเดียวกัน และเนื่องจากเป็นเซลล์ของคนไข้เองจึงน่าจะมีความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีคนเอา PRP มาฉีดในโพรงมดลูกเพื่อรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกบาง หรือในคนที่ย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ติดมาก่อน รวมทั้งใส่ในโพรงมดลูกหลังการผ่าตัดพังผืดในโพรงมดลูก (Asherman syndrome) ซึ่งก็พบว่าได้ผลดีเช่นกัน

อ่านฉบับเต็ม: PRP ความหวังใหม่ของผู้มีบุตรยาก?

Say "NO" to DHEA — DHEA อย่าหามากินนะ หมอขอเตือน

จริง ๆ ไม่ค่อยอยากเขียนเรื่องนี้เลย เดี๋ยวไปขัดผลประโยชน์ใครเข้า แต่ก็ต้องเขียน เพราะเห็นมีคนไข้ถาม แล้วก็เจอคนไข้หลายคนกิน DHEA ด้วยหวังว่าจะทำให้จำนวนไข่เพิ่มขึ้น ขอบอกไว้ก่อนว่าข้อมูลจากงานวิจัยคุณภาพดี ๆ ยังไม่ค่อยเยอะนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ

DHEA เป็นฮอร์โมนเพศชายอ่อน ๆ ที่สร้างจากต่อมหมวกไต ที่มีคนเอามาใช้ก็เพราะสังเกตว่าคนไข้ที่มีฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติหน่อย ๆ เช่น คนไข้ที่เป็นโรค PCOS จะมีจำนวนถุงไข่เยอะกว่าปกติ ก็เลยมีคนลองให้ DHEA เสริมในคนไข้ที่ไข่น้อย โดยหวังว่าจะทำให้จำนวนไข่มากขึ้น แต่ ถ้าฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป แทนที่จะทำให้ไข่จำนวนเยอะขึ้น มันจะไปเร่งให้เซลล์ไข่ตายหมดนะจ้ะเธอ

งั้น DHEA ควรใช้ในใครบ้าง? ผู้หญิงที่จะกระตุ้นไข่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และคนที่เคยกระตุ้นแล้วไข่ตั้งต้นน้อยกว่า 5-7 ใบ และเริ่มวันนี้ไม่ได้ผลเลยนะ ต้องใช้อย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนกระตุ้นไข่ถึงจะได้ผล

ขนาดสำคัญมาก — ตั้งสติอ่านตรงนี้สามจบ

ในท้องตลาดต่างประเทศมีอยู่ 3 ขนาด คือ 25, 50 และ 100 มิลลิกรัม ขนาดที่แนะนำคือ 25 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น

เรื่องของเรื่องคือ เห็นมีคนมาพยายามขายคนไข้มีบุตรยากขนาด 100 มิลลิกรัม ซึ่งเยอะเกินไปมาก อันนั้นเขาไว้ให้ผู้ชายกินเพื่อช่วยลดน้ำหนักหรือความกะปรี้กะเปร่า และฝ่ายชายที่มีบุตรยากก็กินไม่ได้นะ สเปิร์มหายเรียบเลย เห็นคนไข้หลงซื้อกินแล้วสงสาร มันไม่ได้ประโยชน์ มีแต่โทษ ปรึกษาหมอก่อนจะเริ่มใช้นะจ้ะ อย่าไปโดนเขาหลอกเสียเงินเปล่า เสียเงิน เสียใจ แล้วก็ไม่ได้ไข่ด้วย เสียเวลา

และมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วพบว่า การเสริม DHEA ไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติมไปกว่าการให้ growth hormone ทั้งต่ออัตราการตั้งครรภ์และอัตราการคลอดมีชีพ ในคนไข้เด็กหลอดแก้วกลุ่มที่พยากรณ์โรคไม่ดี

อ่านฉบับเต็ม: Say "NO" to DHEA

Diet and weight loss — คุมอาหาร ลดน้ำหนัก กับภาวะมีบุตรยาก

ใครเป็นคนไข้หมอก็อาจจะเคยโดนบอก (หรือบ่น) ให้ไปออกกำลัง ลดน้ำหนัก ใช่ไหมจ๊ะ หลัก ๆ สูตรอาหารลดน้ำหนักก็จะมีอยู่สามค่าย

1. ค่าย Low Carb

คือกินแป้งและน้ำตาลน้อย ซึ่งมีหลายขนาน เช่น ketogenic diet, Atkins diet ซึ่งแตกต่างกันที่สัดส่วนในการลด carb เพื่อให้การสร้างฮอร์โมน insulin ลดลง ร่างกายก็น่าจะเอาพลังงานจากไขมันออกมาใช้มากขึ้น และลดการสะสมไขมันส่วนเกิน ซึ่งฟังดูดี แต่ข้อเสียก็คืออาจทำให้ของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีนและไขมัน เช่น ketone และ ammonia เพิ่มขึ้น ซึ่งระยะยาวอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้อาหารสูตรน้ำตาลต่ำบางอย่างต้องใส่สารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงานเพื่อให้รสชาติยังอร่อยเหมือนเดิม ซึ่งคนที่มีโรคพันธุกรรมบางอย่างก็กินสารเหล่านี้ไม่ได้นะจ้ะ

2. ค่าย Low Fat

คือกินอาหารที่สัดส่วนไขมันน้อย อันนี้มาจากความรู้ที่ว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพาต ฯลฯ เกิดจาก cholesterol ที่สูงในเส้นเลือดเป็นระยะเวลานาน ร่วมกับเส้นเลือดแดงที่ขาดความยืดหยุ่นจากอายุ ปัจจุบันเราก็จะเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำและปราศจากไขมันเต็มไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นคือบางอย่างหันไปใช้ไขมันจากพืชซึ่งมีไขมัน trans ซึ่งร่างกายเอาไปใช้ไม่ได้ และอาจทำให้เกิดเส้นเลือดตีบตันง่ายกว่าไขมันสัตว์ ส่วนคนไข้วัยเจริญพันธุ์ทั้งชายและหญิง จะบอกให้รู้ไว้นะว่า เธอต้องการ cholesterol เพราะมันเป็นตัวตั้งต้นของฮอร์โมนเพศทุกชนิดในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น estrogen, progesterone หรือ testosterone

3. ค่าย Low Cal

อันนี้หมอว่ามีเหตุผลที่สุด คือทุกอย่างที่เธอกินเข้าไป ไม่ว่าจะ carb จะ fat มันก็พลังงานทั้งนั้น ร่างกายเราปรับสมดุลได้อยู่ สูตรกลุ่มนี้ก็มีพวกสูตรนับแคลอรีต่าง ๆ รวมไปถึงแอปที่ช่วยนับแคลอรีและคำนวณความต้องการพลังงานของร่างกาย ส่วน intermittent fasting ก็กึ่ง ๆ กลุ่มนี้ น้ำหนักขึ้นก็เพราะ กินเยอะเกินความต้องการของร่างกาย และ ใช้พลังงานน้อย ดังนั้นเธอจงกินให้น้อยลง และไปออกกำลังมากขึ้น บางคนลดอาหารอย่างเดียวไม่ออกกำลัง ร่างกายมันจะคิดว่าเราอดอยากอยู่ อาจทำให้น้ำหนักไม่ลดเพราะการเผาผลาญก็จะน้อยไปด้วย

จริง ๆ ถ้าเรากินพอดี ๆ กินอะไรก็ได้หมดแหละ เอาที่มีความสุขเนอะ

อ่านฉบับเต็ม: Diet and weight loss

Probiotics กับการเจริญพันธุ์สตรี

โปรไบโอติกส์คือแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียที่ดีและแบคทีเรียที่ไม่ดีทั้งในระบบย่อยอาหารและในช่องคลอด

Lactobacillus เป็นสายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ซึ่งพบมากในช่องคลอดของผู้หญิง การมี Lactobacillus ที่สมดุลในช่องคลอดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อและรักษาสภาพความเป็นกรดด่างของช่องคลอดให้อยู่ในสภาวะที่ดี

การมีสุขภาพเยื่อบุมดลูกที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญในการตั้งครรภ์ และ Lactobacillus อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพเยื่อบุมดลูกได้ด้วยครับ การรับประทานโปรไบโอติกส์ที่มี Lactobacillus อาจส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของเยื่อบุมดลูก ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น หมอหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสตรีที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์

อ่านฉบับเต็ม: Probiotics กับการเจริญพันธุ์สตรี

มาดีทอกซ์กันด้วย NAC

N-Acetyl Cysteine (NAC) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ทางการแพทย์ใช้เป็นยาละลายเสมหะ และใช้เป็นยาลดพิษในกรณีที่รับประทานยา paracetamol เกินขนาด ส่วนในทางการเจริญพันธุ์ NAC ก็มีงานวิจัยในการนำมาใช้เป็นอาหารเสริมช่วยการเจริญพันธุ์ นอกจากจะช่วย detox ตับที่ผ่านการกรองฮอร์โมนสารพัดมาอย่างหนัก

อ่านฉบับเต็ม: มาดีทอกซ์กันด้วย NAC

Bromelain ตัวช่วยใหม่ในรอบย้ายตัวอ่อน

สำหรับคนที่มีลูกยาก แท้งบ่อย หรือย้ายตัวอ่อนแล้วไม่สำเร็จ bromelain เป็นเอนไซม์ที่สกัดจากสับปะรด ซึ่งถ้าไม่มีการเคลือบให้ทนต่อกรดในกระเพาะอาหารก็จะมีหน้าที่แค่ช่วยย่อยและลดท้องอืด แต่ถ้าผ่านกรดในกระเพาะอาหารไปได้ก็จะดูดซึมและมีผลดังนี้

  • ลดการอักเสบ (anti-inflammation)
  • ลดการแข็งตัวของเลือด (anti-coagulant) — ซึ่งข้อ 1 และ 2 นี้ก็คือฤทธิ์ของ aspirin ที่คนไข้มักจะได้รับช่วงที่จะย้ายตัวอ่อนนั่นเอง
  • ลดความปวด
  • ลดการเกิดพังผืด ทั้งจากโรค เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) หรือหลังจากการผ่าตัด

อ่านฉบับเต็ม: Bromelain ตัวช่วยใหม่ในการย้ายตัวอ่อน

CoQ10 กับคุณภาพไข่

จากที่เคยแนะนำไปเรื่องอาหารเสริมในผู้หญิงเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระ มีงานวิจัยที่เพิ่งลงตีพิมพ์เกี่ยวกับผลของการให้ CoQ10 ต่อคุณภาพของเซลล์พี่เลี้ยงไข่ (cumulus cells) งานวิจัยนี้เปรียบเทียบ 3 กลุ่ม คือ 1. หนูสาว 2. หนูแก่ และ 3. หนูแก่ที่ได้ CoQ10 ในขนาดที่เคยทดสอบแล้วพบว่าสามารถเพิ่มความเข้มข้นของ CoQ10 ในรังไข่ได้ 3 เท่า

ผลปรากฏว่า

  • จำนวนเซลล์พี่เลี้ยงต่อไข่ 1 ใบ ในกลุ่มหนูสาวกับหนูแก่ที่ได้ CoQ10 มากกว่าหนูแก่ที่ไม่ได้
  • ระดับการตายจากความเสื่อมในหนูแก่ที่ได้ CoQ10 อยู่ในระดับน้อยพอ ๆ กับหนูสาว และน้อยกว่าหนูแก่ที่ไม่ได้รับ (ประเมินจากระดับเอนไซม์ caspase-3)
  • ความเสียหายของ DNA ในหนูแก่ที่ได้ CoQ10 มีระดับใกล้เคียงกับหนูสาว และน้อยกว่าหนูแก่ที่ไม่ได้รับ (ประเมินด้วย TUNEL)
  • การทำงานของเซลล์พี่เลี้ยง ซึ่งประเมินจากจำนวนไมโทคอนเดรีย การดึงกลูโคสไปใช้ และการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน พบว่ากลุ่มหนูสาวกับหนูแก่ที่ได้ CoQ10 มีระดับใกล้เคียงกัน และทำงานได้ดีกว่าหนูแก่ที่ไม่ได้รับ CoQ10

สรุปคือ การได้อาหารเสริม CoQ10 ในหนูสามารถชะลอความชราของเซลล์พี่เลี้ยงไข่ได้ ส่วนในคนก็ตามข้อมูลที่เคยเสนอไปแล้ว กินก็ดีกว่าไม่กิน

อ่านฉบับเต็ม: CoQ10 กับคุณภาพไข่

ด้วยความปรารถนาดี — หมอพัฒน์ศมา