LIFE by Dr. Pat
6 เรื่องที่ ‘โหนกระแส’ ไม่ได้บอก
อุ้มบุญ บริจาคไข่ และการค้ามนุษย์ — แยกข้อเท็จจริงออกจากดราม่า
ผู้เขียน
นพ.พัฒน์ศมา วิจินศาสตร์วิจัย — วว.สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, วว.เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์, ป.ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช, MClinEmbryol, EFOG-EBCOG, EFRM-ESHRE/EBCOG.
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายการโหนกระแสของคุณหนุ่ม กรรชัย ได้นำเสนอเรื่อง “คนขายคน!!! หญิงไทยถูกจีนเทาหลอกไปอุ้มบุญที่จอร์เจีย สุดท้ายหลอกรีดไข่ไปขาย หวังเอาอวัยวะ” โดยได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปให้ความรู้อีก 2 ท่าน ตอนแรกหมอดีใจมากนะครับ ที่อาจารย์ทั้งสองท่านจะได้ไขความกระจ่าง ลดความเข้าใจผิดให้กับสังคมเกี่ยวกับประเด็นพวกนี้ เพราะเห็นข่าวชอบนำเสนอข้อมูลที่ค่อนข้างเลอะเทอะเป็นนิยายและออกจะเพ้อเจ้อ
ปรากฏว่าหมอก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง เพราะดูจนจบรายการก็ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ถูกต้อง มิหนำซ้ำยังตอกย้ำข้อมูลผิด ๆ โดยอาศัยความดราม่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หมอเลยขอสรุปประเด็นที่ไม่ถูกต้อง 5 ข้อต่อไปนี้ครับ
1. ไม่มีใครทำเด็กหลอดแก้วเพื่อเอาเด็กที่เกิดมาฆ่าเอาอวัยวะหรือไปขอทาน
คำพูดในรายการ
“พอได้เป็นเด็ก พอเด็กเกิดขึ้นมาหรือโตขึ้นมาซะหน่อย ก็มีการไปผ่าชำแหละแล้วเอาอวัยวะเนี่ยไปขายต่อในตลาดมืด เพื่อให้คนที่ต้องการอวัยวะเหล่านั้นเนี่ยนำไปใช้ทดแทนสิ่งเก่าที่เขาเสีย”
แม้ว่าอวัยวะบริจาค ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการผ่าตัดเอาออกมาจากคนที่เพิ่งเสียชีวิต จะหาได้ยากและมีคนไข้เข้าคิวรออวัยวะบริจาคจำนวนมากกว่าผู้บริจาค แต่การทำเด็กหลอดแก้วผ่านการอุ้มบุญ แล้วเลี้ยงเด็กคนนั้นจนโตพอที่อวัยวะจะมีขนาดและการทำงานปกติจนสามารถเอาไปใส่คนอื่นได้ ซึ่งโดยทฤษฎีสามารถทำได้ แต่โดยทางปฏิบัติหมอคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้ยากมากเลย เพราะ
ค่าใช้จ่าย
ไม่ว่าจะเป็นค่าทำเด็กหลอดแก้ว ค่าใช้จ่ายของหญิงตั้งครรภ์แทน การตรวจพันธุกรรมในตัวอ่อนเพื่อหาตัวอ่อนที่เข้าได้กับคนไข้ การดูแลการตั้งครรภ์ การคลอด การเลี้ยงดูเด็กจนโตพอที่อวัยวะจะเอาไปปลูกถ่ายกับคนไข้ได้ (อย่างน้อย 18 ปี?) การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ฯลฯ ส่วนที่ว่าเอามาขอทาน… ลงทุนเป็นล้านเลยนะ จะคุ้มหรือ
ระยะเวลา
อย่างที่กล่าวไปในข้อแรก ระยะเวลากว่าเด็กจะโตจนอวัยวะใช้การได้ โรคที่ผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนอวัยวะเป็นอยู่ ไม่น่าจะทนรอไหวแล้วหละครับ
โอกาสที่ตัวอ่อนจะมีพันธุกรรมเข้ากันได้กับผู้ป่วย
ปกติการปลูกถ่ายอวัยวะต้องมีการตรวจความเข้ากันได้ระหว่างผู้ให้กับผู้รับอวัยวะ (HLA matching) เพื่อลดโอกาสที่ร่างกายผู้รับอวัยวะจะปฏิเสธอวัยวะนั้น ซึ่งตัวอ่อนที่สร้างขึ้นมีโอกาสที่จะเข้ากันได้กับผู้รับ (กรณีเป็นพ่อ แม่ หรือพี่น้องท้องเดียวกัน) เพียง 25% ทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ จากงานวิจัยพบว่าโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่เข้ากันได้มีเพียง 16% และโอกาสคลอดบุตรมีชีพจากตัวอ่อนเหล่านี้เพียง 30% (1) ดังนั้นการเอาอวัยวะไปขายในตลาดมืดเนี่ย มีโอกาสที่จะใช้ไม่ได้สูงมากเลย ไม่น่าจะมีใครลงทุนนะครับ ดังนั้นความกลัวเรื่องการนำอวัยวะเด็กไปขายเป็นเรื่อง เพ้อเจ้อ
สิ่งที่เป็นไปได้คือการมีลูกอีกคนเพื่อไปช่วยปลูกถ่ายไขกระดูกให้กับลูกคนก่อนหน้า ซึ่งไม่ได้มีการฆ่าเด็กนะครับ เด็กคนนั้นก็ได้รับการดูแลเลี้ยงดูจากพ่อแม่ตัวเอง การปลูกถ่ายไขกระดูกก็แค่เจาะไขกระดูกเด็กไปเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้เจ็บปวดมากมาย ไม่ได้เอาอวัยวะอะไรออกไป
ส่วนกรณีผู้หญิงที่เป็นข่าว ที่บอกว่าเอาไปเก็บไข่โดยไม่ได้ดูหน้าตา หมอเดาว่าอาจจะสร้างตัวอ่อนเพื่อเอา stem cells ไปใช้เพื่อการรักษาก็เป็นได้ครับ
2. Malum in se กับ Malum prohibitum
คำพูดในรายการ
“คุณผู้ชมครับ ฟังดี ๆ นะ หลายคนคิดว่าเขาไปอุ้มบุญนะครับ จริง ๆ ถามว่าผิดกฎหมายมั้ย มันผิดอยู่แล้ว ผิดการไปอุ้มบุญ ยังไงก็ผิดกฎหมาย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ผิดกฎหมาย”
อันนี้ผมว่าคุณกรรชัยไม่เข้าใจว่าความผิดทางกฎหมายมันมี 2 ประเภท
Malum in se — ความผิดที่ชั่วร้ายในตัวเอง
หมายถึงความผิดที่มีความชั่วร้ายอยู่ในตัวของมันเอง เช่น ฆ่าคน ลักทรัพย์ เป็นต้น
Malum prohibitum — ความผิดเพราะมีกฎหมายห้าม
หมายถึงความผิดที่ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายในตัวเอง เพียงแต่บริบทของประเทศหรือสังคมนั้น ๆ ได้กำหนดเป็นกติการ่วมกันว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เพื่อคุ้มครองประชาชน เช่น ห้ามแบ่งขายบุหรี่ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท (พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560) เป็นต้น
การอุ้มบุญจึงเป็น malum prohibitum ครับ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 การอุ้มบุญสามารถทำได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้เงื่อนไขบางประการ และในหลายประเทศนะครับ ที่การอุ้มบุญเพื่อการค้าไม่ได้ผิดกฎหมาย เช่น
- สหรัฐอเมริกา
- จอร์เจีย
- ยูเครน
- รัสเซีย
- กรีซ
- ไซปรัส
- เม็กซิโก
- โคลอมเบีย
- คาซัคสถาน
- ไนจีเรีย
- กานา
จอร์เจีย ซึ่งเป็นประเทศที่หญิงไทยถูกส่งไป ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ
3. การอุ้มบุญไม่ใช่อาชญากรรม (Surrogacy is NOT a crime)
การตั้งครรภ์แทน (surrogacy) หรืออุ้มบุญนั้น โดยกระบวนการมันไม่ได้เป็นอาชญากรรม กล่าวคือผู้หญิงคนหนึ่งยินยอมท้องแทนผู้มีบุตรยากที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเองจากความผิดปกติบางอย่าง เช่น
- ไม่มีมดลูกแต่กำเนิด
- เนื้องอกมดลูกที่เป็นมากและไม่สามารถผ่าตัดได้
- เป็นโรคบางอย่างที่หากตั้งครรภ์เองอาจเป็นอันตรายต่อมารดาสูง
- เคยย้ายตัวอ่อนเองหลายครั้งแล้วไม่ท้อง
ซึ่งประเทศไทยเราใช้คำว่า “อุ้มบุญ” ก็คือการอุ้มท้องนี้จะได้บุญ หากเราเอาพุทธศาสนามาจับ เพียงแต่ว่าเรามีกฎหมายมากำกับดูแลเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากการอุ้มบุญนี้ และในบางกรณีการอุ้มบุญก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่การค้ามนุษย์ได้ แต่ไม่ใช่การอุ้มบุญทางการแพทย์โดยปกติ
4. การบริจาคเซลล์สืบพันธุ์และการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่การค้ามนุษย์
คำพูดในรายการ
“เอกสารของสหประชาชาติครับ เขียนไว้ชัดเจนว่าการนำพาบุคคลไปเพื่อการนำเอาอวัยวะออก ในเนี้ยรวมถึงการบริจาคไข่ ที่ใช้คำว่าบริจาคกันนี่ ความจริงก็คือขายไข่นี่แหละครับ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการค้ามนุษย์นะครับ”
การขายไข่และให้เช่ามดลูกเพื่อตั้งครรภ์แทน ไม่ถือว่าเป็นการค้ามนุษย์เสมอไป ดังนั้นข้อความนี้หมอขอเรียนแย้งนะครับ โดยนิยามของสหประชาชาติ การค้ามนุษย์ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ
องค์ประกอบ 3 ประการของอาชญากรรมการค้ามนุษย์
ผู้ค้ามนุษย์ใช้การทารุณกรรมทางร่างกายและทางเพศ การแบล็กเมล์ การหลอกล่อทางอารมณ์ และการยึดเอกสารทางการไปจากเหยื่อ เพื่อควบคุมพวกเขา การแสวงประโยชน์สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศบ้านเกิดของเหยื่อ ระหว่างการย้ายถิ่นฐาน หรือในประเทศอื่น
- การกระทำ (act)
- วิธีการ (means)
- วัตถุประสงค์ (purpose)
แม้ว่าการใช้เซลล์สืบพันธุ์บริจาคทางการค้า (เอาแบบทางการค้าเลยนะ) หรือการตั้งครรภ์แทนทางการค้า อาจมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการค้ามนุษย์ได้ แต่หากมองกระบวนการที่เกิดในประเทศไทยก่อนมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองฯ จะพบว่าการกระทำและวิธีการไม่ได้มีการขนย้ายคนไปหลบซ่อน ไม่ได้มีการหลอกลวงหรือข่มขู่ใด ๆ อาจมีเคสที่มีการนำเอาหญิงที่ตั้งครรภ์แทนมารวมอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งหมอว่ากรณีเหล่านี้เราสามารถควบคุมผ่านทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้หญิงเหล่านี้ได้
เอกสารของ UN นับเอา “the removal of organs” เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาผลประโยชน์ (exploitation) ด้วย แต่การเก็บไข่ไม่ได้เอาอวัยวะอะไรออกไป เป็นแค่เพียงการดูดเอาเซลล์ออกไปจากร่างกาย จึงไม่ได้รวมอยู่ในนี้ครับ
นอกจากนี้ commercial gamete donation สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในหลายประเทศ เช่น
- บาร์เบโดส
- สาธารณรัฐเช็ก
- รัสเซีย
- สเปน
- สหรัฐอเมริกา
ส่วน commercial surrogacy arrangement ก็สามารถทำได้ในหลายประเทศที่กล่าวไปก่อนหน้า ถ้าขั้นตอนการรักษาเหล่านี้เป็น human trafficking จริง ประเทศเหล่านี้น่าจะติดอันดับประเทศที่มีการค้ามนุษย์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ไปแล้ว (2)
แต่หลังจาก พ.ร.บ. คุ้มครองฯ ประกาศใช้ มีบทลงโทษ มีโทษจำคุกผู้ที่ละเมิด โดยเฉพาะกรณีการตั้งครรภ์แทน ทำให้ขบวนการเหล่านี้ต้องลักลอบไปทำยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือมีการหลอกให้ไปทำที่ต่างประเทศ ดังกรณีที่มาออกรายการนี้ ทำให้ครบองค์ประกอบของการค้ามนุษย์ขึ้นมาจริง ๆ และการรักษาก็ไม่รู้ว่ากระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ ท้ายที่สุด กฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้คุ้มครองเด็กหรือใคร ๆ เลยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะการรักษาใต้ดินไม่มีมาตรฐานการรักษาใด ๆ มารองรับ ไม่มีการติดตามดูแลผู้บริจาคหรือหญิงที่ตั้งครรภ์แทน ท้ายสุดผลกระทบหรือภาวะแทรกซ้อนก็ตกอยู่กับประชาชน โดยปราศจากการดูแลคุ้มครองใด ๆ จากกฎหมาย
5. เด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นลูกของพ่อแม่ที่ตั้งใจมีบุตร
คำพูดในรายการ
“10 ปีที่แล้วนะ ตอนนั้นมันเป็นเรื่องอุ้มบุญ ที่ผู้หญิงไทยถูกชักชวนไปอุ้มบุญ วันนึงก็มีผู้หญิงคนนึงวิ่งมาขอความช่วยเหลือ ว่าเค้ารู้สึกไม่สบายใจ อุ้มท้องแล้วรักลูก ไม่อยากให้เด็กคนนี้กับคนจีน เพราะรู้สึกจะไม่ชอบมาพากล แล้วก็เขาก็โดนตามล่าด้วย ก็มาอยู่ที่มูลนิธิ แล้วปรากฏว่าผู้หญิงจีนเนี่ยก็มาที่มูลนิธิ มาบอกว่าขอเหอะ ขอผู้หญิงคนนั้นให้กับเขา เพื่อที่จะให้คลอดออกมาแล้วจะเอาเด็กคนนั้นกลับไปประเทศจีน แล้วก็ถามว่าทำไมต้องการเด็กคนนี้มาก บอกว่าพอดีลูกชายเขาที่เป็นคนจีนอยู่ประเทศจีนเนี่ย เป็นโรคเลือด ก็ต้องการเอาเด็กคนนี้มาเป็นอะไหล่ โอ้โห เพื่อที่จะเอาเลือดจากเด็กคนนี้ไปให้ลูก เขาพูดอย่างงี้เราก็จบแล้ว แล้วก็บอกว่าฉันไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ฉันให้ไม่ได้หรอก ไขกระดูกแล้วเด็กคนนี้จะเป็นยังไง น่าจะเสียชีวิตนะ คือเค้าบอกความจริงกับเราเลยนะคะ แล้วสุดท้ายเราก็ไม่ให้ไปนะคะ”
ทารกที่เกิดมาจากการตั้งครรภ์แทนเป็นลูกของเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ ทั้งโดยทฤษฎีและตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฯ แม้ว่าเหตุการณ์นี้อาจเกิดก่อนที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ก็ตาม การปฏิเสธที่จะคืนลูกให้เจ้าของนั้น คนกลางก็ไม่มีสิทธิตัดสิน ท้ายสุดถ้าหญิงที่ตั้งครรภ์แทนไม่ยอมคืนลูก เขาก็ต้องไปร้องต่อศาล
แต่หมออยากให้คิดง่าย ๆ อย่างนี้ครับ การตั้งครรภ์แทนมันก็เหมือนกับเราเอาของมีค่าไปฝากไว้ให้ใครคนนึงดูแล โดยจ่ายค่าจ้างในการดูแลนะ พอถึงเวลาเจ้าของเขามาเอาของที่ฝากไว้คืน คุณเห็นว่าของนั้นมันสวยดี อยากได้เอาไว้เอง ไม่คืนเจ้าของ หมอว่ามันก็ฉ้อโกง ลักทรัพย์ดี ๆ นี่เอง
เรื่องไขกระดูกนี่จริง ๆ ก็เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้ในการตรวจพันธุกรรมในตัวอ่อนนะครับ คนกลางนี่ดูมีอคติอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจช่วยโจรลักทรัพย์ไปอีก เฮ้อ… ถ้าไม่รู้ก็ควรหาความรู้นะครับ เรื่องบางอย่างคุณไม่รู้ก็แค่ดูโง่ ๆ ในสายตาคนอื่น แต่บางอย่างที่คุณไม่รู้แล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมอว่าไม่โอเค
นอกจากนี้เอาแบบตรง ๆ คนที่ไปรับจ้างตั้งครรภ์แทนน่าจะมีเศรษฐานะไม่ค่อยดีอยู่แล้วไหมครับ ส่วนคนที่มาจ้างก็น่าจะมีฐานะที่ดี การที่คุณเอาลูกเค้าไปเลี้ยง คุณคิดว่าสามารถให้โอกาสดี ๆ ในชีวิตเหมือนกับพ่อแม่ตัวจริงหรือเปล่า ไม่สงสารเด็กหรอครับ
6. ควบคุม หรือ ห้าม (Regulated vs prohibited)
เป็นเรื่องธรรมดาอยู่เองที่ผู้มีอำนาจรัฐออกกฎหมายโดยการห้ามเสีย ง่ายกว่าการควบคุมซึ่งต้องมีข้อกำหนดยิบย่อย และก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่หากการกระทำนั้นยังมีความต้องการของคนในสังคม เค้าก็ลักลอบทำกันต่อแบบใต้ดิน
ท้ายที่สุดถามว่าการออกกฎหมายห้ามสามารถทำให้การกระทำผิดนั้นหมดไปได้หรือไม่ ท่านผู้อ่านลองคิดดูเองนะครับ โสเภณี การพนัน ยาเสพติด มีกฎหมายห้ามทั้งสิ้น แล้วท่านคิดว่าประเทศไทยยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ไหมครับ
เช่นเดียวกันกับ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฯ ที่ห้ามไปซะหลายสิ่ง หลังจากมีผลบังคับใช้มาร่วมสิบปี ถามว่าห้ามได้ตามที่เขียนหรือไม่ครับ ตอบเลยว่าไม่ได้ผล ช่วงแรกก็มีการย้ายไปเปิดคลินิกประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ยังคงเป็นหญิงไทยที่ตบเท้ากันไปย้ายตัวอ่อน ตั้งครรภ์แทน เกิดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่ต้องมาดูแลต่อในประเทศไทย มาจนถึงเรื่องที่คุณหนุ่มเอามาตีแผ่ในรายการ
คนที่ไปรับงานออกกฎหมายให้เผด็จการ แทนที่จะใช้เวลาสักหน่อย มองภาพกว้าง ๆ แทนที่จะห้าม แทนที่จะลงโทษ ก็ปรับเกณฑ์ให้เอามาทำบนดิน แบบถูกต้อง ปลอดภัย ควบคุมได้ จะเป็นประโยชน์กับประชาชน มีคนแซ่ซ้องไปอีกหลายสิบปี กลายเป็นว่าคุณนั่นแหละครับเป็นต้นเหตุในการผลักผู้หญิงเหล่านี้ไปรับความเสี่ยงต่อชีวิต สนับสนุนกระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ เหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตราบใดที่คุณยังไม่ฟังเสียงประชาชน ยังยึดติดกับกรอบจริยธรรมอุปโลกน์ ไม่ได้มองภาพแบบมุมกว้าง ๆ แสนเสียดายที่ท่านได้กลายเป็นอาชญากรค้ามนุษย์มานานแล้วโดยไม่รู้ตัว
สรุป
กฎหมายกำกับดูแล โดยเฉพาะประเด็นทางการแพทย์ ควรมีการพิจารณาให้รอบด้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติงาน สังคม เศรษฐกิจ นโยบายระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก กฎหมายที่ห้ามในสิ่งที่ยังมีความต้องการอยู่ในตลาด เป็นการบังคับให้การกระทำความผิดต้องลงไปใต้ดิน ซึ่งยิ่งทำให้ควบคุมไม่ได้ ติดตามไม่ได้ และท้ายสุดคนที่ควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย กลับกลายเป็นคนที่เจ็บปวดและถูกทิ้งให้รับผลกระทบตามลำพัง
เอกสารอ้างอิง
- De Rycke, M., De Vos, A., Belva, F. et al. Preimplantation genetic testing with HLA matching: from counseling to birth and beyond. J Hum Genet 65, 445–454 (2020). https://doi.org/10.1038/s10038-020-0732-z
- Davis Jr, E. and A. Pittman (2024). The Worst Countries for Human Trafficking | Best Countries | U.S. News.
LIFE by Dr. Pat